ใน 2 ปีมานี้ เป็นช่วงที่เกมที่ได้หยิบยกไอเดีย ‘ผองเพื่อน’ และ การ ‘ไล่เลือด‘ จากหนัง Slasher film มาเยอะมากๆ จนเราเริ่มรู้สึกเริ่มเอียนกับมันแล้ว และครั้งนี้มันจะมาทำลายกำแพงแห่งความเบื่อนั่นไหม? มาดูกันเลยย

Oxenfree เป็นเกมอินดี้-สยองขวัญ จากค่าย Night School Studio ที่จะมาพาเราผจญภัยไปกับผองเพื่อน 5 คนนำทีมโดย Alex ที่พาพี่ชาย’ทางกฏหมาย’ มาเที่ยว Edward Islands พร้อมกับเพื่อนๆอีก 3 คน ที่เผลอไปเปิดประตูสู่โลกอีกใบสุดประหลาด , Oxenfree จะพาเราดำดิ่งไปในความไว้เนื้อเชื่อใจ และ ความสำพันธ์ของทั้ง 5 ตัวละครนี้ .

แน่นอนว่าหากเกมไหนจะเล่าความสัมพันธ์ของตัวละครแบบลงลึก เกมนั้นต้องมีระบบ Interactive Story แน่ๆ และ Oxenfree ก็เช่นกัน แต่ต่างกันตรงที่คราวนี้ Oxenfree ไม่ได้มาในแบบที่เราต้องนั่งดูคัทซีนยาวๆเพื่อรอตอบคำถาม แต่เป็นการสำรวจไป คุยไป ทำให้เราไม่รู้สึกเบื่อบทสนทนาของเกมเลย .

ความงดงามที่ทำให้เกมมีเอกลักษณ์เลยคือการสร้างทางเลือกในบทสนทนาที่
“เลือกทางไหน ก็ทำให้คนใดคนหนึ่งเจ็บ”
ตอกย้ำเราว่าเราไม่มีทางเอาชนะทุกๆการเข้าสังคมได้ เราไม่สามารถทำให้ทุกคนชอบเราได้ และ ในสายตาของใครบางคน เราจะไม่มีทางพูดเข้าหูเขา เราจะผิดเสมอ , รวมถึงบรรยกาศของเกาะในเกมที่ดูปล่าวเปลี่ยว เคว้งคว้างที่ถึงแม้จะมีเพื่อนแต่บรรยากาศพวกนี้จะคอยคอยตอกย้ำ และพูดใส่เราว่า ‘เราอยู่คนเดียวในจักรวาลนี้’

การใช้กราฟฟิคแบบ 2.5D บวกกับ visual ในเกมที่สีสันฉูดฉาดดั่งหนัง Nicholas Refn ทำให้เกมดูสวยงามมากๆ และการเลือกที่จะใช้กราฟฟิคแบบนี้ ทำให้เกมนี้มีข้อเสียเหมือนกัน เพราะเกมต้องสร้าง ‘มิติปลอมๆ’ ขึ้นมา เพื่อให้ฉากในเกมดูมีลึกตื้นหนาบาง แต่กลับจับต้องไม่ได้เลย เราได้แต่เดินเป็นเส้นตรงตามที่เกมกำหนด , เกมมีแมพที่ใหญ่มากๆเช่นกัน แต่ก็เหมือนเดิม เราไม่สามารถออกนอกลู่นอกทางได้แม้แต่นิดเดียว เกมมันบังคับเรา เพราะฉะนั้นหมดหวังถ้าจำเดินเที่ยวชิลๆ กินลมชมวิวในเกาะ ;-;

การวางภาพแบบ ‘Slasher Film’ คลิเช่ๆ(เดิมๆ ,ซ้ำซาก)ทำให้พอมันถึงจุดๆหนึ่งที่มันเหนือกว่านั้น เราตกใจมากๆ นี่มัน Twilight Zone แบบเอาหลายๆตอนมารวมกันชัดๆเลย การเล่นกับความรู้สึกผู้เล่น และ การทำให้สับสนงุนงง อะไรก็เกิดขึ้นได้ในนี้ ทำให้เรารู้สึกว่าเกมนี้มันเจ๋งมากๆ , เราชอบการที่เกมวางปมดราม่าแบบแนบเนียนมากๆ ผ่านบทสนทนาเล็กๆน้อยๆ ถ้าเราเล่นเกมนี้แบบรวดเดียวจบนะ พอช่วงแก้ปม เราจะเข้าใจในตัวละคร และ รู้สึกสะเทือนอารมณ์แทนมากๆ

Soundtrack ของเกมเป็นอีกอย่างที่ทำให้เกมนี้ดูสมบูรณ์แบบมากๆ ในซีนที่มีอารมณ์ขัน ซาวด์จะไปเรื่อยๆ แต่พอจุดที่ระทึกเมื่อไร ซาวด์จะเร้าอารมณ์เรามากๆ เร้าสุดๆ อีกทั้งการทำซาวด์ให้เหมือนหนังผีปี 70’s ทำให้คนที่ผ่านหนังยุคนั้นมา จะรู้สึก nostalgia เหมือนได้กลับไปดูหนังผีในยุคนั้นอีกครั้ง เราชอบมากๆเลย

เป็นเกมส์ที่ไม่ยาวมาก สามารถจบได้ใน 6 ชม. แต่แน่นอนว่าเกมมี replay value สูงมากๆ เพราะเกมมีตอนจบหลายแบบ สามารถเล่นไปได้หลายทาง คุยได้หลายแบบ ทำให้คนนี้เกลียด และ อีกคนก็จะกลายเป็นไม่เกลียดแทน ทุกการกระทำที่เราทำไปตั้งแต่ต้นเกมจะมีผลในตอนจบ เพราะฉะนั้น
“ต้องมั่นใจทุกการกระทำนะ ไม่ใช่มาเสียใจภายหลัง”

จุดเด่น

  • บทสนทนาที่แม้จะเป็นประโยคสั้นๆ มันจะมีผลในทางใดทางนึงกับตัวละครเรา
  • อารมณ์ของเกมที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนมา ทำให้เราไม่รู้สึกเอียนเกมเลย
  • งานวิจิตรศิลป์ที่สวยงาม สบายตา
  • Soundtrack ที่ไปตามอารมณ์ของเกมทำให้อินมากๆ

จุดด้อย

  • บักอนิเมชั่นที่ชอบโผล่มาเป็นระยะๆ
  • ความเป็นเส้นตรงของเกมเพลย์
  • ช่องโหว่ในเนื้อเรื่องประปราย

และสุดท้ายนี้ เกมยังสอนเราว่า เราไม่ควรยึดติดกับอดีต เราควรเลิกโหยหาถึงมัน เราควรมองไปข้างหน้า รู้จักเติบโต และ ไม่ต้องหันกลับมามองมัน

“ปล่อยให้มันเป็นความทรงจำที่ดีของเราต่อไป ดีที่สุดแล้ว”

ทางเลือกในเกมที่เลือกทางไหน ก็มีคนเจ็บ
การสร้างบรรยกาศชวนขนลุก
Artwork ของเกมที่จะโผล้ให้เห็นเป็นระยะๆ สวยงามมากๆ
การจัดองค์ประกอบแสงสีในเกม ที่งามหยดย้อย .

NO COMMENTS

Leave a Reply