เมื่อประมาณสัปดาห์ก่อนถ้าใครติดตามข่าวเกมบ้างน่าจะทราบว่าทาง EA ได้ออกมาทดสอบระบบการเชื่อมต่อของ Mirror’s Edge: Catalyst Closed Beta และปล่อยให้ลองสัมผัสภารกิจในเกมเล็กน้อยไปแล้ว อันที่จริงผมก็ไม่ได้ถูกเลือกเป็นหนึ่งในผู้ร่วมทดสอบ แต่ได้มีน้องคนหนึ่งนำคีย์ทดสอบช่วง Closed Beta อีกอันที่เขาขอไว้มาให้ (หนึ่งคนจะได้คีย์ทดสอบสองชุด) งานนี้ก็ต้องขอขอบคุณน้องเขามากๆเลยทีเดียวที่มีคีย์ทดสอบเหลือๆมาให้เราสัมผัสกัน

การทดสอบนั้นจริงๆจบไปตั้งแต่ 27 เมษายน 2016 แล้ว แต่เพิ่งจะมีโอกาสได้มาอธิบายว่า ตัวเกมจะเป็นอย่างไร มีอะไรน่าคาดหวังไหม เอาเป็นว่าเรามาดูกัน

ก่อนอื่นเลยเรามาดูด้านที่ดีกันก่อน Mirror Edge’s Catalyst ยังสามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผม ผู้ซึ่งหลงไหลในงานศิลป์แนว Minimalistic Cyberpunk อยู่เช่นเดิม การทำตึกที่มีสีไม่กี่สี ทำให้ตัวเกมยังให้ความรู้สึกสงบและวุ่นวายในเวลาเดียวกันได้ในแบบไม่น่าเชื่อ ในขณะเดียวกันตัวเกมกลับดูสวยขึ้นกว่าภาคแรกด้วย อาจเป็นเพราะตึกรามบ้านช่องที่ดูจะคึกคักขึ้นและแสงสีแยงตามองทีน้ำตาไหลก็เป็นได้

ระบบการต่อสู้นั้นดูจะพัฒนาจากภาคแรกมากพอสมควร เพราะภาคแรกนั้นเป็นระบบที่ใส่มาเพื่อให้รู้ว่ามีเท่านั้น ขอแค่ตาไวจับสีแดงบนตัวปืนตอนที่ศัตรูเหวี่ยงปืนมาตบให้ทันก็พอ แรกๆมันอาจจะยาก แต่หลังๆเมื่อเรารู้จังหวะ มันจะกลายเป็นเรื่องง่ายและน่าเบื่อทันที หลากหลายท่าทางการต่อสู้ก็ไม่ได้แนะนำให้รู้กันอย่างเป็นทางการนัก (ผมเล่นจบเกม 2 รอบโดยที่ไม่รู้ว่าเราสามารถกระโดดทับหัวศัตรูหรือไต่กำแพงเตะได้ ครับนี่คือเรื่องจริง) มาภาคนี้ระบบการต่อสู้เลยกลายเป็นหนึ่งในจุดเด่นไปเลย กด F จะเป็นการต่อยเบา ส่วนคลิกซ้ายจะเป็นการต่อยหนัก เราสามารถเลือกใช้ทั้งสองแบบได้ตามสถานการณ์และความเหมาะสม ถ้าอยากพลิ้วก็เน้น F รัวๆไปเลย แต่ถ้าไม่รีบอะไรเน้นเตะหนักหัวหมุนไปเลยดีกว่า แรกๆอาจดูเหมือนว่าอ้าวงี้ก็ง่ายสิกด F รัวๆ เน้นเท่ แต่หลังๆศัตรูจะเริ่มบล็อคท่าเราได้ ซึ่งทำให้เราต้องเรียนรู้การผสมคอมโบเบา-หนักสลับกันไป ทำให้ระบบการต่อสู้ของเกมออกจะคล้าย Remember Me ไปนิดนึงเลยทีเดียว

ส่วนด้านเสียข้อแรกเลยคือการเคลื่อนไหวในเกมที่ทำได้รวดเร็วเอามากๆ อ่านมาถึงตรงนี้คงจะงง อ้าว! ถ้ามันลื่นก็แปลว่ามันต้องดีสิ ปัญหาคือมันลื่นเสียจนไม่ได้ความรู้สึกถึงน้ำหนักตัวละครเลยนี่สิ มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนหุ่นยนต์วิ่งปากัวร์ไต่กำแพงเสียมากกว่า อนิเมชั่นปีนขอบดาดฟ้าทำได้รวดเร็วมาก การกระโดดข้ามตึกก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกหนักแน่นเวลากระแทกพื้น มุมกล้องหน้าจอเราก็ไม่ค่อยสั่นเท่าไหร่ นิ่งเฉยเหมือนเรากำลังวิ่งแล้วมีตากล้องเป็นกล้องบิน GoPro วิ่งตามหลังอย่างไรไม่รู้ สรุปคือมันไร้ธรรมชาตินั่นแหละ

อีกเรื่องเลยคือสิ่งที่ภาคแรกทำได้แต่ภาคนี้มันขาดอะไรสักอย่างไปทำให้ไม่ขลังเท่า มันคือภารกิจของเกม เพราะ Mirror’s Edge ภาคแรกแต่ละด่านของเกมนั้นมันมีเสน่ห์อะไรไม่รู้ผมเองก็บอกไม่ถูกที่ทำให้ Mirror’s Edge ภาคแรกสามารถหยิบมาเล่นได้ไม่รู้เบื่อ แต่ในภาค Catalyst มันกลับไม่น่าสนใจเท่าทั้งที่ทุกๆอย่างดูพร้อมเพรียงกว่า ตัวละครก็ไม่ค่อยพาอินเท่าไหร่ เนื้อเรื่องช่วงต้นที่ตัวเกมใส่ให้มาก็แห้งแปลกๆ ตอนนี้ก็เลยได้แต่คาดหวังว่ามันจะเข้มข้นขึ้นหลังจากนี้เพราะเท่าที่สัมผัสมา ติดมาให้ 4 Mission น่าเบื่อหมดเลย แถม Side Mission ภารกิจเสริมและ Challenge ที่มีคนสร้างให้เล่นทำคะแนนตามทางก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่นอกจากวิ่งจากจุด A ไปจุด B ภายในเวลาที่กำหนดมาน้อยเสียเหลือเกิน ยังดีที่ภารกิจเสริมหลักของเกมยังพอน่าสนใจอยู่บ้าง ทั้งนี้ต้องบอกว่าตอนนี้ไม่ค่อยประทับใจด้านนี้เลยครับ คาดหวังว่าตัวเกมเต็มจะหลากหลายกว่านี้นะ

สรุปคือจากสิ่งที่พบเห็นมานี้ในตัว Closed Beta ยังคงไม่ค่อยประทับใจมากเท่าไหร่นัก แม้จะยังคงดีไซน์ดีและมีการพัฒนาระบบต่อสู้ แต่เนื้อเรื่องเท่าที่ได้สัมผัสยังไม่เรียกอารมณ์ร่วมมากพอและการออกแบบภารกิจอันซ้ำซากก็เป็นคำถามที่สำคัญสำหรับผมเช่นกันว่าจะคุ้มค่าเกม 1,690 บาทหรือไม่ ส่วนตัวยังไงก็ Pre-Order อยู่แล้วเพราะเป็นแฟนบอยตระกูล Mirror’s Edge แต่ถ้าไม่ใช่แฟนบอยและไม่ได้เสียดายของ Pre-Order อยากจะให้รอรีวิวก่อนครับ ตัวเกมจะวางจำหน่าย 7 มิถุนายน 2016 บน PC (Origin) ,PS4 และ XBOX ONE

NO COMMENTS

Leave a Reply