Layer of fear เป็นเกมที่ถูกกล่าวถึง และ มีผู้เล่นอย่างล้นหลาม ตั้งแต่ช่วง Early Access และตอนนี้ เกมนี้ก็ได้ออก full version แล้ว มันจะดีเหมือนที่คนพูดกันไหม? มาดูกันเลยย

Layer of fear เป็นเกมสยองขวัญ จากค่าย Bloober Team SA โดยเกมพูดถึง— เราว่านะ การไม่รู้อะไรเลยในเกมนี้ คือสิ่งที่ดีที่สุด เราอยากให้ไปสัมผัสเกมแบบไม่รู้อะไรเลย เฉกเช่นตัวละครของเรา ที่เริ่มจากการไม่รู้อะไรเลยเช่นกัน เพราะฉะนั้นการรีวิวของเรารอบนี้จะพยายามพูดถึงเนื้อเรื่องให้น้อยที่สุดนะ

เฉกเช่นเกมผีทั่วๆไป เกมนี้มี Jumpscare ที่บ้าบอมากๆเต็มไปหมดแต่ถึงอย่างงั้นเราก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ได้ทำให้ ‘เกิดความกลัว’ ขึ้นมาเลย แต่เมื่อบวกกับบรรยากาศอึนๆภายในเกม มันทำให้เราเกิดความรู้สึกว่า เราอยากจะออกจากฉากนี้ให้เร็วที่สุด และ เหมือนคนสร้างเกมจะรู้ว่าเรารู้สึกนึกคิดยังไง ทำให้ฉากในเกมที่อึดอัด และ น่ากลัว เกมจะขังเราไว้ในฉากนั้น จนกระทั่งเรารู้สึกกลัวสุดขีด เกมก็จะปล่อยเราไปเจอกับฉากต่อไป แต่ด้วยการเล่นมุขนี้บ่อยมากๆในเกม ทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่น่ากลัวอีกต่อไปแล้ว การวางเราไว้ในลูปวนไปวนมาในห้องเดิมๆ ไม่ได้ก่อเกิดความกลัวอีกต่อไป และ ไม่ได้ทำให้รู้สึก ‘อยากจะออกจากฉากนี้ เดี๋ยวนี้เลย’ แต่กลับกลายเป็น ‘อยากจะออกจากเกมนี้ เดี๋ยวนี้เลย’ซะมากกว่า

เกมหยิบความกลัวต่างๆของเราอย่าง กลัวตุ๊กตา หรือ กลัวเสียงผู้หญิงร้องไห้ มาใช้ได้ถูกจุด ทุกๆคราวที่มีอะไรแบบนี้ออกมา เราจะรู้สึกกลัวมากๆ และ อึดอัดสุดๆ ช่วยให้ความน่าเบื่อของการวนลูปลดลงไปพอประมาณ และแน่นอนว่าเกมนี้ยังคงตกม้าตายเรื่องการใช้ของพวกนี้เพื่อสร้างความกลัว ‘มากเกินไป’ ทำให้พอช่วงท้าย ที่มันควรจะขยี้ความกลัวของเราไปให้ถึงจุดสูงสุด มันกลับมาตกต่ำลงมาเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างงั้น หากเราเป็นคนขี้กลัวง่าย เกมนี้จะทำให้คืนของเรา มีแต่ความมืดมน และ ฝันร้าย ได้อย่างไม่ยากเย็น

แต่เกมนี้ก็ยังมีข้อดี เพราะจุดที่ทำให้เราเล่นได้จนจบเกมนั่นก็คือ “ความวิกลจริตในจิตของตัวละคร” ที่ทำให้เกิดสตอรี่ที่พอมันเปิดม่านเผยความจริง เราจะขนลุก และ รู้สึกถึงความแน่นตึง อึดอัด ในหัวแทนตัวละครเลย และ ด้วยความมึนตึงและวิกลจริตของเกมนี้ ทำให้เราจะได้ยิน Soundtrack ที่เพี้ยน และ บ้า จนเราอยากจะเล่นเกมแบบถอดหูฟัง กระนั้นการใช้ Soundtrack แบบนี้ถือเป็นดาบสองคม เพราะถึงมันจะทำให้เราอยากจะถอดหูฟังทิ้ง แต่มันทำได้เข้ากับอารมณ์ในเกมมากที่สุด และ มันก็ยังมีช่วงที่ให้เราพักผ่อน (แต่ไม่ได้ถึงขนาดไร้ความน่ากลัวเลย) ด้วยเพลงประกอบที่ฟังสบายๆ และ บรรยากาศไม่ชวนอึดอัด พอเหมาะ

การใส่ Puzzle ปริศนาในเกมแบบนี้ ควรจะระวังอย่างมากด้วยว่ามันจะ “ตัดอารมณ์ในเกม” ไม่รู้อะไรดลใจให้การวาง Puzzle ในเกมนี้ แต่ละ Puzzle จะมาอยู่ในใจกลางของสตอรี่ ทำให้มันตัดอารมณ์เราแบบสุดๆ กำลังอินมากๆ เกมมันก็โยน Puzzle มาซะแล้ว ซึ่งแต่ละ Puzzle ไม่ยาก แต่ต้องใช้ความเข้าใจของเราในการแก้ไข ซึ่งมันดีนะถ้าเกมนี้ “เป็นเกม puzzle” แต่นี่ไม่ใช่ เพราะงั้นทีมพัฒนาเกมนั้นเฟลมากๆครับ ที่เลือกที่จะใส่อะไรแบบนี้ในเกม

งานศิลป์ภายในเกมทำมาได้ “เกินพอดี” จนทำให้เรารู้สึกว่าเกมพยายามจนเกินไป จนมันทำให้เราไม่รู้สึกถึงความงดงาม หรือ ความกลัวผ่านงานศิลป์เลย หรือคิดได้อีกแง่นั่นก็คือ นี่คือธีมหลักของเกมอยู่แล้ว ที่ไม่มีอะไรพอดี ทั้งจิตของตัวละคร งานศิลป์ การขังเราไว้ในฉากจนน่าเบื่อ ทุกอย่างคือความไม่พอดีในจิตของตัวละครที่เกมตั้งใจจะนำเสนอ ซึ่งถ้าหากเกมต้องการจะทำเพราะเหตุนี้จริงๆ บอกเลยว่าพลาดมากเพราะมันทำให้เกมนี้น่าเบื่อ

สรุป

จุดเด่น

  • สตอรี่เนื้อเรื่องเกมที่สยอง
  • บรรยากาศอึมครึมในเกม
  • ซาวด์เสียงในเกมผิดเพี้ยนชวนขนลุก

จุดด้อย

  • การวนลูปไปมาของเกม ทำให้เกมดูน่าเบื่อ
  • บรรยากาศของเกมทำได้น่าสนใจ แต่ใช้ไม่คุ้มเลย
  • ความ”พยายามจะเป็นศิลป์” เกินไปหน่อย

และสุดท้ายนี้เราก็ควรจะกลับหันหลังไปดูหลังเล่นเกมจบว่าเราเคยกดดันใครไปบ้าง เราเคยพูดทำร้ายจิตใจใครรึปล่าว

“เพราะคุณอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาทุกข์ใจจนวันตาย”

บรรยกาศชวนอึดอัด น่าขนลุก
วิจิตรศิลป์สุดสยอง
แสงสีแสนสวยงาม และ น่าขนลุก
ความกลัวในวัยเด็กจะกลับมาหลอกหลอนคุณอีกครั้ง